ค่าเงินบาทไทยอ่อนตัวมาแตะ 33.45 บาทต่อดอลลาร์ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2026 ซึ่งเป็นจุดอ่อนค่าที่สุดในปีนี้ สาเหตุมาจากสามแรงกดดันที่มาพร้อมกัน ได้แก่ ความตึงเครียดใหม่ในตะวันออกกลาง ช่องว่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐฯ และตลาดที่ยังให้น้ำหนักกับความแข็งแกร่งของดอลลาร์ต่อไปในไตรมาส 3
USD/THB อยู่ที่ระดับใดในปัจจุบัน
คู่สกุลเงิน USD/THB เปิดต้นเดือนกรกฎาคมที่ 33.13 บาท แต่ภายในวันที่ 8 กรกฎาคมขยับขึ้นมาถึง 33.45 บวก 0.33% ในวันเดียวและบวก 1.64% ในหนึ่งเดือน ค่าเฉลี่ยตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 32.11 บาท หมายความว่าเดือนกรกฎาคมอยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งปีราว 4% และ intraday สูงสุดของปี 2026 อยู่ที่ 33.453 บาท
ช่องว่างดอกเบี้ยคือต้นตอหลัก
ธปท. คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ตั้งแต่ธันวาคม 2568 ขณะที่เฟดยืนที่ 3.50-3.75% ส่วนต่าง 275 bps นี้จะไม่แคบลงเร็วๆ นี้ CME FedWatch แสดงความน่าจะเป็น 78% ที่เฟดจะคงดอกเบี้ยในวันที่ 29 กรกฎาคม และผู้ว่า ธปท. เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ระบุชัดว่าการขึ้นดอกเบี้ยต้องรอให้ GDP ถึง 2.7% ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ที่ 2.3%
เหตุการณ์ที่ทำให้สัปดาห์นี้ต่างออกไป
การโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านในวันที่ 7-8 กรกฎาคม ตอบโต้การโจมตีเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ความรู้สึกเสี่ยงในตลาดเกิดใหม่เพิ่มสูงขึ้น นักลงทุนที่เพิ่งเข้าถือเงินบาทในช่วงปลายมิถุนายนต่างขายทำกำไร ผลคือดอลลาร์แข็ง บาทอ่อน
ทำไม ธปท. จึงแทรกแซงได้ยาก
แม้บาทจะอ่อน ธปท. ยังไม่ได้ส่งสัญญาณแทรกแซงโดยตรง เพราะการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อปกป้องบาทในขณะที่ GDP ยังต่ำกว่าเป้าจะซ้ำเติมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ บาทจึงทำหน้าที่เป็นตัวปรับสมดุลแทนการเปลี่ยนนโยบายดอกเบี้ย
นักลงทุนไทยควรรับมืออย่างไร
บาทที่ 33.45 มีผลต่อพอร์ตโดยตรง สินทรัพย์ที่ตีราคาเป็นดอลลาร์ เช่น กองทุนหุ้น US หรือคริปโต จะแปลงกลับมาเป็นบาทได้มากขึ้น แต่ในทางกลับกัน ต้นทุนนำเข้าสูงขึ้น ทั้งน้ำมัน อิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าอิงดอลลาร์อื่นๆ กดดันค่าครองชีพของผู้บริโภคไทย
ระดับที่ต้องจับตาในไตรมาส 3
แนวต้านทางเทคนิคอยู่ที่ 33.453 บาท ซึ่งเป็น intraday สูงสุดปี 2026 หากปิดรายสัปดาห์เหนือระดับนี้ กรอบถัดไปคือ 33.80-34.00 แนวรับอยู่ที่ 33.13 และ 33.00 ปัจจัยหลักถัดไปคือการประชุมเฟดวันที่ 29 กรกฎาคม และ ธปท. วันที่ 26 สิงหาคม