ตัวเลขที่กัดเซาะพอร์ตนักลงทุนไทยอย่างเงียบๆ คือ 3.86% นั่นคือสิ่งที่บาทเสียไปเทียบกับดอลลาร์ใน 12 เดือน โดย USD/THB อยู่ที่ 33.6379 เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 แต่ละวันดูเล็กน้อย แต่รวมทั้งปีแล้วมีนัยสำคัญ
ตัวเลขที่บอกความจริง
เมื่อ 12 เดือนก่อน ดอลลาร์ 1 เหรียญซื้อได้ประมาณ 32.40 บาท ตอนนี้ซื้อได้ 33.64 บาท สำหรับนักลงทุนไทยที่ถือสินทรัพย์ดอลลาร์ 3 ล้านบาท (ประมาณ $89,000) การเคลื่อนไหวของค่าเงินเพิ่มมูลค่าเป็นบาท 3.86% โดยที่สินทรัพย์ไม่ได้ทำอะไร ฟังดูดี แต่มันทำงานในทิศทางตรงกันข้ามได้เช่นกัน
สี่สัปดาห์ที่ผ่านมาหนักกว่าแนวโน้มรายปีชี้ให้เห็น บาทอ่อนค่า 2.63% ในเดือนเดียว จากประมาณ 32.77 มาที่ 33.64
ทำไมบาทถึงอ่อนค่า
มีสามปัจจัยหลัก ประการแรก ธปท. คงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.00% ขณะที่เฟดสหรัฐอยู่ที่ 3.50–3.75% ส่วนต่าง 250 basis points ดึงดูดเงินทุนไปยังสินทรัพย์ดอลลาร์ ประการที่สอง GDP ไทยคาดที่ 2.3% ยังตามหลังประเทศในภูมิภาค ประการที่สาม แรงหนุนจากการผ่อนคลายความตึงเครียดสหรัฐ-อิหร่านเริ่มจาง
นักลงทุนไทยควรทำอะไร
นักลงทุนที่มีหุ้นสหรัฐฯ ผ่านกองทุน LTF/RMF ที่ลงทุนต่างประเทศ หรือบัญชีโดยตรง ได้รับอานิสงส์จากค่าเงินในปีที่ผ่านมา คำถามคือแนวโน้มนี้จะต่อเนื่องหรือกลับทิศ ถ้าเฟดลดดอกเบี้ยปลายปีและ ธปท. คงที่ 1.00% ส่วนต่างแคบลงและบาทอาจแข็งค่า
กองทุนป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (Currency-Hedged) จาก บลจ. กสิกรไทย MFC และอื่นๆ มีความเกี่ยวข้องมากขึ้นเมื่อบาทอ่อน ค่าป้องกันอยู่ที่ประมาณ 1–2% ต่อปี ยังคุ้มค่าถ้าคาดว่าบาทจะอ่อนกว่านั้น
ตัวแปรเฟด
การประชุม FOMC 28–29 กรกฎาคม คือตัวเร่งสำคัญถัดไป ตลาดให้โอกาส 75% ว่าเฟดจะคงดอกเบี้ย และ 25% ที่จะขึ้น ถ้าคง USD/THB มีแนวโน้ม stabilize ถ้าขึ้น อาจทดสอบ 34.00
สิ่งที่ต้องติดตาม
ผลการประชุมเฟด 29 ก.ค. ข้อมูล GDP ไทยไตรมาส 2/2569 และการประชุม ธปท. เดือนสิงหาคม สามตัวแปรนี้กำหนดทิศทางค่าบาทตลอดไตรมาสที่เหลือ กรอบ 33.50–34.50 USD/THB คือ base case ที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดสำหรับที่เหลือของปี 2569