ทองคำไทยที่ 66,995 บาท: การร่วงลง 11% คือสัญญาณซื้อในปี 2569 หรือไม่?

ทองคำลดลง 11% จากจุดสูงสุดตลอดกาล 5,602 ดอลลาร์ต่อออนซ์เมื่อ 29 มกราคม ราคาทองไทยอยู่ที่ 66,995 บาทต่อบาทน้ำหนัก วิเคราะห์ว่านี่คือโอกาสซื้อหรือสัญญาณเตือน
ทองคำไทยที่ 66,995 บาท: การร่วงลง 11% คือสัญญาณซื้อในปี 2569 หรือไม่?

ราคาทองคำไทยอยู่ที่ 66,995 บาทต่อบาท (ทองคำหนัก) เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ลดลงจากจุดสูงสุดตลอดกาลในตลาดโลกที่ 5,602 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ในรูปดอลลาร์ ทองคำสปอต 4,124 ดอลลาร์ ร่วงลงราว 11% จากจุดสูงสุดตลอดกาล คำถามที่นักลงทุนไทยต้องการคำตอบคือนี่คือการปรับฐานในเทรนด์ขาขึ้นระยะยาว หรือเป็นการกลับตัวที่รุนแรงกว่านั้น

ทำไมทองคำพุ่งถึง 5,602 ดอลลาร์ และทำไมถึงร่วงลงมา

จุดสูงสุดเมื่อ 29 มกราคมไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ มาจากการซื้อสะสมของธนาคารกลางทั่วเอเชีย ทั้งจีนและอินเดีย บวกกับความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลาง ดอลลาร์ที่อ่อนตัวปลายปี 2568 และความต้องการป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อ การรวมกันของปัจจัยเหล่านี้ผลักราคาขึ้นแบบ parabolic

การย่อตัวจากมกราคมถึงตอนนี้มีสามสาเหตุ หนึ่ง ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเนื่องจาก Fed ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยในปี 2569 ดอกเบี้ย 3.5%–3.75% ทำให้ทองคำที่ไม่มีดอกเบี้ยน่าสนใจน้อยกว่า Treasury สอง risk premium ด้านภูมิรัฐศาสตร์บางส่วนลดลงเมื่อตลาดคลี่คลาย สาม position เก็งกำไรที่ยืดเยื้อถูก unwind ซึ่งแค่นี้ก็ดันราคาลง 8%–12% ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนปัจจัยพื้นฐาน

ราคาทองคำไทย: ภาพรวม

ราคาทองคำโลกในดอลลาร์ไม่ได้แปลตรงมาเป็นราคาทองคำไทยเพราะต้องผ่านอัตราแลกเปลี่ยน USD/THB ที่ 33.38 ราคา 4,124 ดอลลาร์ต่อออนซ์แปลงมาเป็นประมาณ 2,600–2,620 บาทต่อกรัม ซึ่งสอดคล้องกับราคาทองหนักไทยที่ 66,995 บาท (1 บาทน้ำหนักทองเท่ากับประมาณ 15.244 กรัม)

ค่าบาทที่อ่อนกว่าระดับเดือนมกราคมบางส่วนช่วยบรรเทาการลดลงของราคาทองสำหรับผู้ถือในรูปบาท ในรูปดอลลาร์ลดลง 11% แต่ในรูปบาทลดลงน้อยกว่า อาจอยู่ที่ราว 7%–8%

ผลกระทบต่อนักลงทุนทองคำไทย

ตลาดทองคำไทยมีขนาดใหญ่และฝังรากลึกในการจัดการความมั่งคั่งของครัวเรือน ร้านทองยังคงเป็นช่องทาง retail หลัก ราคา 66,995 บาทต่อบาท (น้ำหนัก) เป็นการย่อตัวที่มีนัย ต่ำกว่าจุดสูงสุดต้นปีราว 9,000 บาท

สำหรับนักลงทุนที่ซื้อในช่วงปลายปี 2568 หรือต้นปี 2569 ราคานี้ไม่สบายแต่ไม่ใช่ขาดทุนเชิงโครงสร้าง เว้นแต่ภาพรวมระยะยาวของทองคำจะเปลี่ยน ซึ่งยังไม่เกิดขึ้น ธนาคารกลางยังซื้อสะสม, ดอลลาร์ยังเผชิญแรงกดดันระยะยาว, และความต้องการป้องกันเงินเฟ้อมักกลับมาเสมอ ธปท. คาดเงินเฟ้อไทยที่ 2.8% ในปี 2569 ไม่ใช่สภาวะที่ครัวเรือนจะขายทองคำทิ้งทั้งหมด

สำหรับนักลงทุนที่ยังนั่งรอข้างสนาม 66,995 บาทที่ต่ำกว่า ATH 11% ไม่ใช่ราคาถูกแบบก้นตลาด แต่ก็ไม่ใช่จุดสูงสุดอีกแล้ว

Fed คือตัวแปรหลัก

ทองคำและดอกเบี้ยสหรัฐมีความสัมพันธ์เชิงกลับกันที่ค่อนข้างชัดเจนในระยะกลาง ถ้า Fed ขึ้นดอกเบี้ยในวันที่ 29 กรกฎาคม (โอกาส 37.4%) ทองคำจะเผชิญ headwind เพิ่ม ช่วงคาดการณ์ของนักวิเคราะห์สำหรับเดือนกรกฎาคมกว้างมาก 3,365–4,236 ดอลลาร์ สะท้อนความไม่มั่นใจสูง

ถ้า Fed คงดอกเบี้ยในวันที่ 29 กรกฎาคม ทองคำมีโอกาสฟื้นไปโซน 4,200–4,300 ดอลลาร์ ถ้าขึ้นดอกเบี้ยก็มีโอกาสทดสอบ 3,800–3,900 ดอลลาร์

แนวทางปฏิบัติสำหรับนักลงทุนทองคำไทย

  • ถ้าถือทองระยะยาว การย่อตัว 11% ไม่เปลี่ยน thesis ระยะยาว ถือต่อ
  • ถ้าต้องการเพิ่ม พิจารณา scale in แทนการซื้อคราวเดียว เพราะการประชุม Fed 29 กรกฎาคมสร้าง event risk 3%–5%
  • ถ้าซื้อมาใกล้จุดสูงสุด การ average down ที่ระดับนี้พอทำได้แต่ต้องยอมรับว่าราคาอาจทดสอบ 3,800 ดอลลาร์ก่อนฟื้น
  • จับตา USD/THB ด้วย ถ้าบาทแข็งกลับไป 32.50–33.00 ราคาทองในรูปบาทจะลงแม้ทองดอลลาร์ทรงตัว

การปรับลง 11% เป็นเรื่องจริง และ Fed คือ catalyst ระยะสั้น แต่ภาพรวมระยะยาวของทองคำในฐานะเครื่องมือเก็บออมของไทยยังไม่เปลี่ยน

BrokerTH