SET Index ที่ 1,595: เซ็กเตอร์ไหนยังมีพื้นที่ขึ้นหลังการขึ้น 33% YoY ของไทยในปี 2026

SET แตะ 1,595 เมื่อ 29 ส.ค. หลังจากขึ้น 33.27% YoY และมีจุดสูงสุดใน 52 สัปดาห์ที่ 1,657 ไม่ใช่ทุกเซ็กเตอร์จะแพงเท่ากัน นี่คือจุดที่ยังมีมูลค่าเหลืออยู่สำหรับนักลงทุนไทย
SET Index ที่ 1,595: เซ็กเตอร์ไหนยังมีพื้นที่ขึ้นหลังการขึ้น 33% YoY ของไทยในปี 2026

SET Index เปิด 29 สิงหาคมที่ 1,595 หลังจากให้ผลตอบแทน 33.27% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา และแตะจุดสูงสุด 52 สัปดาห์ที่ 1,657.55 สำหรับตลาดที่ยืนอยู่ใกล้ 1,212 เมื่อปีที่แล้ว นั่นเป็นการ re-rating ที่มีนัยสำคัญ คำถามตอนนี้ไม่ใช่ว่าการขึ้นเกิดขึ้นหรือไม่ — มันเกิดขึ้นแล้ว — แต่ว่า exposure ในวงกว้างยังสมเหตุสมผลหรือไม่ หรือว่าผลกำไรกระจุกตัวอยู่ในบางเซ็กเตอร์จนการเลือกลงทุนเฉพาะจุดเป็นการเล่นที่ฉลาดกว่า

อะไรขับเคลื่อนการขึ้น 33%

การขึ้นนี้ไม่ได้มาจากปัจจัยเดียว การที่ ธปท. คงดอกเบี้ยที่ 1.0% ตลอดปี 2026 ทำให้ต้นทุนกู้ยืมในประเทศต่ำ หนุนเซ็กเตอร์ผู้บริโภคและอสังหาริมทรัพย์ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลก โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติและน้ำมันที่ได้รับ risk premium จากตะวันออกกลาง หนุนหุ้นพลังงาน การฟื้นตัวของการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 29.4 ล้านคนใน 7 เดือนแรกของปี 2026 แล้ว เกินตลอดปี 2024 และกระแส crypto และเทคโนโลยีโลกจากการพูดคุย Clarity Act ดัน SET เซ็กเตอร์เทคโนโลยีและ fintech สูงขึ้นโดยเฉพาะในเดือนสิงหาคม

เซ็กเตอร์ที่ยังมีพื้นที่ขึ้น

พลังงาน: PTT และบริษัทในเครือซื้อขายที่ P/E ที่ไม่แพงเกินไปเมื่อเทียบกับคู่แข่งโลก โดยเฉพาะกับ Brent ที่ราว $85-88 และความไม่แน่นอนด้านอุปทานตะวันออกกลางที่ยังคงอยู่ PTTEP มีอัตราเงินปันผล 6% ขึ้นไปที่ราคาปัจจุบัน สุขภาพ: การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของไทยฟื้นตัวต่อเนื่องสู่ระดับก่อน COVID โรงพยาบาลกรุงเทพ (BGH) และ Bumrungrad ซื้อขายใกล้จุดสูงสุด 52 สัปดาห์แต่วิถีรายได้รองรับมูลค่าปัจจุบัน บริการทางการเงิน: KBank และ SCB ทั้งคู่ทำผลงานเกินคาดการณ์รายได้ไตรมาส 2 ปี 2026 จากการปรับปรุงอัตรากำไรสุทธิจากดอกเบี้ย

เซ็กเตอร์ที่ดูแพงเกินไป

ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์วิ่งขึ้นอย่างมีนัยบนพื้นฐานอัตราดอกเบี้ยต่ำและความต้องการหลัง COVID หลังจากการขึ้นเฉลี่ยกว่า 40% ในภาคส่วนตลอด 12 เดือน มูลค่าดูเต็มแล้ว การอนุมัติสินเชื่อที่อยู่อาศัยชะลอตัวในไตรมาส 2 ปี 2026 ลงลง 8% เทียบกับไตรมาส 1 บ่งชี้ว่าความต้องการลดลง หุ้นสินค้าอุปโภคบริโภคที่ไม่จำเป็นที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายในประเทศก็มีราคาที่มองในแง่ดีมากเกินไปเช่นกัน

ผลกระทบต่อนักลงทุนไทย

ความผิดพลาดที่นักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่ทำหลังจากการขึ้น 33% คือการมองว่าทุกองค์ประกอบแพงเท่ากัน ซึ่งไม่ใช่ แนวทางที่เลือกสรร — น้ำหนักมากในพลังงาน สุขภาพ และบริการทางการเงิน ขณะลดหรือหลีกเลี่ยงอสังหาริมทรัพย์และสินค้าอุปโภคบริโภค — สมเหตุสมผลกว่าทั้งการซื้อหรือขาย index ทั้งหมด ETF SET ให้คุณทั้ง index ซึ่งที่ 1,595 นั้นสมเหตุสมผลแต่ไม่ถูก ถ้าต้องการรักษา exposure โดยไม่จ่ายสำหรับส่วนที่แพงเกินไป ให้พิจารณา ETF ที่ติดตามเฉพาะเซ็กเตอร์

ความเสี่ยงที่ต้องจับตา

ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดต่อระดับปัจจุบันของ SET คือการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วใน USD/THB การขึ้นดอกเบี้ย Fed วันที่ 15 กันยายนที่ดัน USD/THB ไปสู่ 33.20-33.50 น่าจะกดดันกระแสเงินต่างชาติที่เข้าหุ้นไทย นักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ซื้อสุทธิใน SET ติดต่อกัน 6 เดือน — กระแสนั้นจะกลับทิศถ้าบาทอ่อนค่าอย่างมีนัย ติดตามค่าเงินและ FOMC ร่วมกันในฐานะกรอบความเสี่ยงหลักสำหรับการวางตำแหน่ง SET เดือนกันยายน

สรุป

SET ที่ 1,595 ไม่ใช่ตลาดที่ส่งสัญญาณอันตราย แต่ก็ไม่ได้ให้มูลค่าระดับ index หลังจากการขึ้น 33% การเลือกเซ็กเตอร์มีความสำคัญมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา 18 เดือน พลังงาน สุขภาพ และการเงินมีรายได้ที่รองรับราคา อสังหาริมทรัพย์และสินค้าอุปโภคบริโภคไม่มี ความแตกต่างนั้นคือโอกาสของเดือนกันยายน

BrokerTH