ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.50–3.75% ในการประชุม 29 กรกฎาคม เป็นครั้งที่ 5 ติดต่อกันนับตั้งแต่ธันวาคม 2568 ประธานเฟด เควิน วอร์ช ย้ำว่า กนง. “ไม่ได้ยึดเส้นทางที่ตายตัว” ตลาดแปลได้ถูกต้องว่าอย่าคาดหวังการลดดอกเบี้ย USD/THB ปิดที่ 33.6420 เมื่อ 28 ก.ค. แทบไม่ขยับ เพราะตลาดคาดผลนี้ไว้เกือบ 100% แล้ว
ประเด็นที่น่าสนใจกว่าคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ การคาดการณ์เดือนกันยายน CME FedWatch ปรับโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 25 basis points ในกันยายนจาก 38% ก่อนประชุม เป็น 46.5% หลังประชุม สาเหตุหลักคือเฟดปรับคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2569 ขึ้นเป็น 3.6% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมาย 2% มาก
ทำไมครั้งที่ 5 ต่างจากก่อนหน้า
สี่ครั้งแรกเป็นการ “หยุดรอข้อมูล” แต่รอบนี้ต่างออกไป: เฟดคงดอกเบี้ยขณะที่คาดการณ์เงินเฟ้อ ปรับขึ้น ไม่ใช่ลง สามเดือนก่อน ตลาดคาดว่าจะเห็นการลดดอกเบี้ยสามครั้งก่อนสิ้นปี ตอนนี้กำลังถกว่ากันยายนจะ ขึ้น หรือไม่
วอร์ชใช้คำว่า “patient” ถึงสองครั้งในงานแถลงข่าว ในภาษาของเฟดคำนี้แปลว่า “เรายังไม่รีบทำอะไร” แต่การรอขณะเงินเฟ้อลอยตัวสูงมีนัยยะต่างจากการรอขณะเงินเฟ้อเดินสู่เป้าหมาย
16 กันยายน: การประชุมที่ตลาดจับตาจริงๆ
เกือบครึ่งของตลาดคาดว่าเฟดจะ ขึ้น ดอกเบี้ยในกันยายน ตัวเลขที่จะชี้ขาด: NFP 7 ส.ค. และ CPI 13 ส.ค. ถ้า NFP เกิน 200,000 ตำแหน่ง และ CPI เกิน 3.5% ต่อปี กันยายน “มีชีวิต” ถ้าอ่อนกว่านั้น โอกาสขึ้นลดลงและดอลลาร์อาจปรับลงเล็กน้อย
ถ้าเฟดขึ้นจริงในกันยายน อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ จะแตะ 3.75–4.00% ส่วนต่างกับ ธปท. ที่ 1.00% จะขยายเป็น 300 basis points จากปัจจุบัน 275 ยิ่งกว้าง ยิ่งมีแรงกดดันเชิงโครงสร้างต่อบาท
USD/THB เดินทางมาถึงไหนในปีนี้
คู่นี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.10–33.80 ตลอดปี 2569 จุดสูงสุดก่อนหน้าอยู่ที่ 33.6260 เมื่อ 18 ก.ค. และปิด 33.6420 เมื่อ 28 ก.ค. ถือเป็นจุดสูงสุดใหม่ในระยะสั้น เงินบาทอ่อนค่าราว 3.7% เทียบดอลลาร์ในรอบ 12 เดือน ดูเล็กน้อยรายวัน แต่สะสมเป็นต้นทุนสูงในระยะยาว
ธปท. คงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.00% เป็นครั้งที่ 7 ติดต่อกัน และไม่มีสัญญาณการเปลี่ยนแปลง ตราบที่เฟดยังไม่ลดดอกเบี้ย ธปท. ก็ไม่มีเหตุผลต้องเปลี่ยน ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยจึงกว้างต่อไปโดยปริยาย
นักลงทุนไทยควรทำอะไร
ถ้าถือสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ เช่น หุ้น US กองทุน offshore บัญชีนายหน้าต่างประเทศ สถานการณ์ “คงดอกเบี้ย-เสี่ยงขึ้น” เป็นผลดี เพราะดอลลาร์แข็งทำให้มูลค่าสินทรัพย์เหล่านั้นสูงขึ้นในสกุลบาทโดยอัตโนมัติ
ถ้ามีต้นทุนสกุลดอลลาร์ ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้า หนี้ USD หรือค่าใช้จ่ายต่างประเทศ การรอให้บาทกลับแข็งที่ยังไม่มีสัญญาณคือการแบกความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น การป้องกันความเสี่ยงที่ระดับต่ำกว่า 34 ยังคุ้มค่ากว่าการรอ
ปฏิทินสำคัญ
7 ส.ค.: NFP สหรัฐฯ — 13 ส.ค.: CPI สหรัฐฯ — 20 ส.ค.: ประชุม กนง. ธปท. — 16–17 ก.ย.: ประชุมเฟด ถ้า NFP และ CPI แข็งทั้งคู่ USD/THB มีแนวโน้มทดสอบ 33.80 และอาจแตะ 34.00 ก่อนการประชุมกันยายน จับตาแถลงการณ์ ธปท. ในเดือนสิงหาคมด้วย ถ้ามีสัญญาณดูแลค่าเงินบาท นั่นคือพัฒนาการใหม่ที่สำคัญ