ธปท. คงดอกเบี้ย 1% ครั้งที่ 7: บาทอ่อน 3.9% ใน 12 เดือน ต้นทุนนำเข้าและหนี้ครัวเรือนกดดัน

ธปท. คงดอกเบี้ยนโยบาย 1% ครั้งที่ 7 ติดต่อกัน เงินบาทอ่อนค่า 3.9% เทียบดอลลาร์ใน 12 เดือน หนี้ครัวเรือนสูงและการบริโภคอ่อนแอยังเป็นกับดักนโยบายของ ธปท.
ธปท. คงดอกเบี้ย 1% ครั้งที่ 7: บาทอ่อน 3.9% ใน 12 เดือน ต้นทุนนำเข้าและหนี้ครัวเรือนกดดัน

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ในการประชุมล่าสุด นับเป็นครั้งที่ 7 ติดต่อกัน เงินบาทสูญเสียมูลค่า 3.9% เทียบดอลลาร์สหรัฐฯ ใน 12 เดือนที่ผ่านมา โดยปิดที่ 33.6420 เมื่อ 28 ก.ค. เหตุผลของ ธปท. ไม่เปลี่ยน: หนี้ครัวเรือนสูง การบริโภคภาคเอกชนอ่อนแอ และอุปสงค์จากจีนที่ผิดหวัง ทำให้ 1% ยังคือตัวเลือกที่ดีที่สุดจากตัวเลือกที่ไม่ดีทั้งหมด

ทำไม ธปท. ถึงอยู่ที่ 1% ต่อไป

1% คือระดับ “พื้น” ตั้งแต่การลดดอกเบี้ยในเดือนตุลาคม 2567 กนง. ระบุอย่างเป็นทางการว่านโยบายการเงินอยู่ในระดับที่ “ผ่อนคลายและสนับสนุนการเติบโต” ในทางปฏิบัติแปลว่า ธปท. ยอมรับบาทที่อ่อนค่าแลกกับการไม่รัดคอการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง

สามปัจจัยที่ตรึงอัตราดอกเบี้ย: หนี้ครัวเรือนใกล้ระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์ การลงทุนภาคเอกชนอ่อนแรงจากความไม่แน่นอนด้านการค้าและการเมือง และความอ่อนแอของการส่งออกจากอุปสงค์จีนที่ชะลอตัว ทั้งหมดนี้ไม่ตอบสนองต่อการขึ้นดอกเบี้ย เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง

บาทอ่อน 3.9%: ต้นทุนจริงเป็นเท่าไร

3.9% ในรอบ 12 เดือนฟังดูน้อย แต่ผลสะสมหนักกว่า ผู้นำเข้าที่ซื้อสินค้า 1 ล้านดอลลาร์ต่อปีต้องจ่ายเพิ่มขึ้นราว 1.4 ล้านบาทต่อปีเมื่อเทียบกับอัตราเมื่อกรกฎาคมปีที่แล้ว สำหรับผู้บริโภคทั่วไปที่ซื้อสินค้านำเข้า เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ หรืออาหารแปรรูป ค่าเงินที่อ่อนซึมผ่านมาเป็นราคาสินค้าที่แพงขึ้นทีละน้อย โดยไม่ได้รู้สึกว่าเกี่ยวกับค่าเงินโดยตรง

USD/THB ขึ้นสูงสุดที่ 33.6260 เมื่อ 18 ก.ค. และปิดที่ 33.6420 เมื่อ 28 ก.ค. กรอบการเคลื่อนไหวตั้งแต่มกราคมอยู่ที่ประมาณ 33.10–33.80 บาทยังไม่ได้ดิ่ง แต่ก็ไม่ได้ฟื้น

หนี้ครัวเรือน: ตัวเลขที่อธิบายนโยบายที่แข็งตัว

สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยอยู่ในระดับสูงที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย หนี้สูงจำกัดการบริโภคเพราะรายได้ส่วนใหญ่ต้องชำระหนี้แทนการใช้จ่าย ซึ่งกดทอนการเติบโต นี่คือเหตุผลที่ ธปท. ไม่กล้าขึ้นดอกเบี้ย (ภาระหนี้จะหนักขึ้น) และไม่จำเป็นต้องลดเพิ่ม (ไม่แก้ปัญหาหนี้ และกดบาทต่ำลงในช่วงที่ต้นทุนนำเข้ากดดันเงินเฟ้ออยู่)

ผู้ออมและนักลงทุนไทยเผชิญอะไร

สำหรับผู้ฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์ ดอกเบี้ย 1% แทบไม่ชนะเงินเฟ้อ โดยเฉพาะเงินเฟ้อที่เกิดจากสินค้านำเข้าแพงขึ้นตามค่าเงิน ผลตอบแทนจริงของเงินฝากบาทจึงบางมาก

นักลงทุนที่ได้ประโยชน์ชัดเจนในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาคือผู้ที่ย้ายสินทรัพย์ไปอยู่ในสกุลดอลลาร์หรือทองคำ ทั้งสองอย่างให้ผลตอบแทนที่ดีเมื่อวัดเป็นสกุลบาท

ต้นทุนนำเข้าที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง

ไทยนำเข้าพลังงานส่วนใหญ่ น้ำมันดิบถูกกำหนดราคาเป็นดอลลาร์ บาทที่อ่อน 3.9% บวกต้นทุนเหล่านี้โดยตรง ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ธปท. (1%) กับเฟด (3.50–3.75%) อยู่ที่ 275 basis points ตราบที่ส่วนต่างยังกว้าง แรงกดดันเชิงโครงสร้างต่อบาทยังอยู่

สิ่งที่ต้องจับตาในการประชุม 20 ส.ค.

ไม่มีใครคาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย แต่ถ้อยคำในแถลงการณ์มีความสำคัญ ถ้า กนง. เริ่มพูดถึงค่าเงินบาทในเชิง “กำลังติดตามใกล้ชิด” นั่นคือสัญญาณ ติดตาม GDP ไตรมาส 2 ของไทยด้วย ถ้าอ่อนแอกว่าคาด ภาพรวมจะยิ่งสนับสนุนการคงดอกเบี้ยต่อไปจนถึงสิ้นปี

BrokerTH