ธปท. 1% เทียบเฟด 3.8%: ส่วนต่างดอกเบี้ยกดดันบาทอย่างไรใน 2026

ธปท. คงดอกเบี้ยที่ 1% ขณะที่ประมาณการกลางของเฟดปี 2026 อยู่ที่ 3.8% ส่วนต่าง 280 bps นี้คือแรงกดดันเชิงโครงสร้างหลักต่อค่าบาทในครึ่งปีหลัง นักลงทุนไทยต้องเข้าใจผลต่อพอร์ตของตัวเอง
ธปท. 1% เทียบเฟด 3.8%: ส่วนต่างดอกเบี้ยกดดันบาทอย่างไรใน 2026

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ขณะที่ประมาณการกลางของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สำหรับอัตราดอกเบี้ยปลายปี 2026 เพิ่มขึ้นเป็น 3.8% จาก 3.4% ในการประชุมเดือนมีนาคม โดยมี 9 จาก 18 เจ้าหน้าที่เฟดคาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งครั้งก่อนสิ้นปี ส่วนต่าง 280 bps ระหว่างสองธนาคารกลางนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือสาเหตุเชิงโครงสร้างที่ทำให้บาทไทยเผชิญแรงกดดันขาอ่อนอย่างต่อเนื่องตลอดครึ่งปีหลัง 2026

ส่วนต่างดอกเบี้ยทำงานต่อบาทอย่างไร

ในโลกที่ง่าย ทุนไหลเข้าหา Yield ที่สูงกว่า นักลงทุนกู้ยืมในสกุลเงินที่มีดอกเบี้ยต่ำ เช่น บาทที่ 1% แล้วนำเงินไปลงทุนในสกุลที่ Yield สูงกว่า เช่น สินทรัพย์ดอลลาร์ที่ 3.5–3.8% กลไก Carry Trade นี้สร้างความต้องการดอลลาร์อย่างต่อเนื่องและแรงขายบาทอย่างต่อเนื่อง หากทุกอย่างอื่นเท่ากัน

ขนาดของส่วนต่างระหว่าง ธปท. และเฟดในปัจจุบันมีนัยสำคัญ ส่วนต่าง 280 bps ใหญ่พอที่จะทำให้ Carry Trade น่าสนใจอย่างสม่ำเสมอสำหรับ Hedge Fund และนักลงทุนสถาบันที่เปิดสถานะขนาดใหญ่ เมื่อรวมกับดอลลาร์ที่แข็งค่าจากภาวะเศรษฐกิจสหรัฐที่ยืดหยุ่น แรงกดดันเชิงโครงสร้างต่อบาทจึงทบเพิ่ม

เหตุผลของ ธปท. และทำไมถึงไม่เปลี่ยนเร็วๆ นี้

ธปท. ระบุชัดเจนถึงเงื่อนไขที่ต้องการสำหรับการปรับดอกเบี้ย: GDP กลับสู่ศักยภาพที่ 2.7% และมีเงินเฟ้อสูงกว่าเป้าหรือความเสี่ยงเสถียรภาพการเงินชัดเจน เงินเฟ้อไทยชะลอตัวในปี 2026 Bloomberg รายงานการชะลอตัวเพิ่มเติมในเดือนมิถุนายน และ GDP เติบโตพอประมาณ ไม่มีเงื่อนไขใดชี้ถึงการขึ้นดอกเบี้ยปีนี้

ธปท. ยังปกป้องอัตรา 1% ว่าเหมาะสมสำหรับสนับสนุนการฟื้นตัวของไทยโดยไม่กระตุ้นเงินเฟ้อ ธนาคารไม่ได้ละเลยแรงกดดัน Carry Trade ต่อบาท มีประวัติการเข้าแทรกแซงแถบ 33.40–33.50 เพื่อประคองการเคลื่อนไหวที่รุนแรงเกิน แต่ไม่พร้อมจะเสียสละการสนับสนุนการเติบโตในประเทศเพื่อปกป้องระดับค่าเงิน

ประมาณการ 3.8% ของเฟดบอกอะไรจริงๆ

การประชุมเฟดเดือนมิถุนายน 2026 ยกประมาณการอัตราดอกเบี้ยปลายปีจาก 3.4% เป็น 3.8% ขับเคลื่อนโดยการปรับประมาณการ PCE ขึ้นเป็น 3.6% (จาก 2.7% ก่อนหน้า) สาระสำคัญ: เงินเฟ้อเหนียวกว่าที่คาด และเฟดกำลังคงทางเลือกขึ้นดอกเบี้ยไว้ ตลาดปัจจุบันให้โอกาส 15% ต่อการขึ้น 25 bps ในการประชุมวันที่ 29 กรกฎาคม และแทบ 0% ต่อการลด

สำหรับนักลงทุนไทย นัยในทางปฏิบัติคือดอลลาร์ยังได้รับการหนุนจาก Yield นานขึ้น ถ้าเฟดขึ้นดอกเบี้ยใน H2 2026 ส่วนต่างจะกว้างขึ้นอีก เพิ่มแรงกดดัน Carry Trade ต่อบาท

ผลต่อนักลงทุนไทย

นักลงทุนไทยที่มี USD Exposure เช่น ETF สหรัฐ ตราสารหนี้สกุลดอลลาร์ หรือเงินออมดอลลาร์ ได้ประโยชน์โดยตรงจากกลไก Carry Trade Yield ดอลลาร์ที่สูงขึ้นหมายความว่าสินทรัพย์ดอลลาร์ของพวกเขาสร้างผลตอบแทนที่น่าสนใจมากขึ้นเมื่อเทียบกับทางเลือกสกุลบาท ระดับ 33.39 บาทต่อดอลลาร์ปัจจุบัน ประกอบกับ US 10-Year Yield ในช่วง 4–5% สร้างกรณีที่น่าสนใจสำหรับการถือ USD บางส่วนในพอร์ตไทยที่หลากหลาย

ในทางกลับกัน ธุรกิจไทยที่มีต้นทุนสกุลดอลลาร์อย่างมีนัย เช่น ผู้นำเข้าและภาระหนี้ต่างประเทศ เผชิญช่วงเวลาที่ยาวนานของแรงกดดันต้นทุน FX เชิงโครงสร้าง ส่วนต่างดอกเบี้ยจะไม่ปิดเร็ว ธปท. ไม่มีพื้นฐานจะขึ้นดอกเบี้ยระยะใกล้ และเฟดมีเหตุผลชัดเจนที่จะคงสูง

สถานการณ์ที่จะเปลี่ยนภาพนี้

สามสิ่งที่อาจทำให้ส่วนต่างแคบลงและหนุนบาท หนึ่ง เงินเฟ้อสหรัฐร่วงเร็วกว่าคาดสู่ 2% เปิดประตูให้เฟดลดดอกเบี้ย สอง เศรษฐกิจไทยเร่งตัวถึงศักยภาพ 2.7% กระตุ้นการขึ้นดอกเบี้ยที่ ธปท. ส่งสัญญาณไว้ สาม ช็อกภูมิรัฐศาสตร์หรือสินค้าโภคภัณฑ์ที่เปลี่ยนทิศกระแสทุนโลกออกจากสินทรัพย์สหรัฐ ไม่มีสิ่งใดเหล่านี้คือกรณีฐานสำหรับครึ่งปีหลัง 2026 แต่ทั้งสามคุ้มค่าติดตาม

ส่วนต่าง 280 bps ระหว่าง ธปท. และเฟดคือตัวแปรเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดสำหรับ USD/THB ใน H2 2026 จัด FX Exposure ของคุณตามนั้น

BrokerTH