Bitcoin เปิดสัปดาห์ที่สองของเดือน ก.ย. ที่ 79,093 ดอลลาร์ ลดลง 1.6% จากวันก่อน Ethereum อยู่ที่ 2,489 ดอลลาร์ ราคายังไม่หน้าเป็นห่วง แต่ backdrop ทางมหภาคก่อน 16 ก.ย. ซับซ้อนที่สุดในรอบปี
สองปัจจัยหลักที่กดดัน
หนึ่ง: เฟด ตลาดคาดโอกาส 66% ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 25 bps วันที่ 16 ก.ย. ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยสหรัฐอยู่ที่ 4.00% การขึ้นดอกเบี้ยเป็นผลลบต่อสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึง Bitcoin ดอกเบี้ยสูงขึ้นเพิ่มค่าเสียโอกาสของการถือสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทน และดอลลาร์แข็งดึงสภาพคล่องออก
สอง: ความตึงเครียด US-อิหร่าน รายงานเมื่อ 8 ก.ย. ระบุว่าการสู้รบระหว่างสหรัฐกับกองกำลังอิหร่านเป็นส่วนหนึ่งที่กดราคาคริปโต Bitcoin ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าเป็นที่หลบภัยดิจิทัล การร่วงเมื่อ 8 ก.ย. บอกว่ายังเทรดเหมือนสินทรัพย์เสี่ยงในภาวะวิกฤต
กระแสเงินใน ETF บอกอะไร
กองทุน ETF spot สหรัฐ โดยเฉพาะ IBIT ของ BlackRock สร้างแรงซื้อเชิงโครงสร้างที่ไม่เคยมีมาก่อน กระแสเงินเข้า ETF เป็นบวกสุทธิตลอดปี 2025 ต่อเนื่องถึง 2026 ถ้า Bitcoin ร่วง 5-8% ไปที่ 73,000-75,000 ดอลลาร์ นักลงทุนสถาบันที่ใช้กลยุทธ์ DCA อาจมองว่าเป็นสัญญาณซื้อ แต่นั่นเป็นทฤษฎี ไม่ใช่รูปแบบที่พิสูจน์แล้ว
Ethereum อยู่ตรงไหน
Ethereum ที่ 2,489 ดอลลาร์ แกว่งในช่วงแคบ 2,470-2,530 สัปดาห์นี้ พื้นฐานเครือข่ายยังดี ผลตอบแทน staking ราว 3.5-4% กิจกรรม L2 สูง แต่ ETH underperform BTC ในแง่ YTD ปี 2026
สิ่งที่นักลงทุนคริปโตไทยควรทำ
ถ้าถือ BTC หรือ ETH ผ่าน 16 ก.ย. ต้องชัดเจนกับตัวเองว่าระยะเวลาลงทุนของคุณคือเท่าไร ผู้เทรดที่มองระยะ 2-4 สัปดาห์อาจลดสัดส่วนก่อนประกาศและซื้อคืนหลังตลาดตอบสนอง นักลงทุนระยะ 12 เดือนอาจมองช่วง 79,000 เป็นโซนสะสม สิ่งที่ไม่ควรทำคือถือสถานะ long แบบ leverage ผ่าน event ที่มีความเสี่ยงสูงโดยไม่มี stop-loss
ระดับราคาสำคัญ
Bitcoin: 75,000 ดอลลาร์ คือแนวรับสำคัญ 82,000-84,000 ดอลลาร์ คือแนวต้าน ที่ USD/THB ราว 33.10 Bitcoin 79,000 ดอลลาร์ เท่ากับประมาณ 2.61 ล้านบาทต่อ BTC ถ้าร่วง 10% จะมาที่ราว 2.35 ล้านบาท
มุมมองสำหรับ 16 ก.ย.
Asymmetry น่าคิด: ถ้าคงดอกเบี้ย upside อาจไม่แรงนัก (บวก 5-10%) ถ้าขึ้นดอกเบี้ยอาจเห็น selloff หนักกว่า (ลง 8-15%) ก่อนที่ตลาดจะตัดสินใจว่าจะซื้อ dip หรือไม่ ลด leverage ก่อน 16 ก.ย. สมเหตุสมผลไม่ว่าคุณจะมองทิศทางไหน