เมื่อวันที่ 3 กันยายน ก.ล.ต. ไทยประกาศอนุมัติหลักการกำกับดูแล Stablecoin ซึ่งมาหลังจากการประกาศกฎ Travel Rule เพียงหนึ่งวัน สัญญาณชัดเจนว่า ก.ล.ต. กำลังเดินหน้าวาระกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างรวดเร็ว
ขอบเขตของกรอบกฎหมาย
หลักการใหม่ครอบคลุม Stablecoin ที่ออกหรือจำหน่ายในระบบสินทรัพย์ดิจิทัลของไทย แบ่งระหว่างผู้ออก (ผู้สร้างและดูแล Stablecoin) กับผู้ให้บริการ (Exchange, Wallet, Platform) ทั้งสองกลุ่มมีข้อกำหนดต่างกันแต่ทับซ้อนกัน กฎนี้ใช้บังคับเมื่อผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. อย่าง Bitkub เข้ามาเกี่ยวข้องกับรายการ Stablecoin
ข้อกำหนดการสำรองทรัพย์สิน
ผู้ออก Stablecoin ตามกฎหมายไทยต้องสำรองสินทรัพย์สภาพคล่องสูงในอัตราส่วนที่กำหนด โดยต้องแยกสินทรัพย์สำรองออกจากเงินทุนหมุนเวียนของผู้ออก หากผู้ออกล้มละลาย สินทรัพย์สำรองจะได้รับการคุ้มครองสำหรับผู้ถือ Stablecoin บทเรียนโดยตรงจากเหตุการณ์ Terra/LUNA ปี 2565
สินทรัพย์สำรองที่ยอมรับได้ ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาลไทย เงินฝากในสถาบันการเงินที่ ก.ล.ต. อนุมัติ และสินทรัพย์คุณภาพสูงอื่นๆ ในสัดส่วนที่กำหนด Algorithmic Stablecoin ที่ไม่มีสินทรัพย์ค้ำประกันจริงถูกห้ามโดยปริยาย
การคุ้มครองผู้บริโภค
ผู้ถือ Stablecoin มีสิทธิ์ขอแลกคืนเป็นเงินบาทหรือสกุลเงินอ้างอิงในอัตราเท่ากัน (par) ภายในระยะเวลาที่กำหนด ผู้ออกไม่สามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแลกคืนเกินกำหนด และต้องเปิดเผยรายงานองค์ประกอบสำรองอย่างน้อยทุกเดือน นอกจากนี้ ก.ล.ต. ระบุว่า Stablecoin ที่ใช้ชำระเงิน (ไม่ใช่เพื่อลงทุน) อาจอยู่ภายใต้การกำกับของ ธปท. ด้วย
ผลกระทบต่อผู้ใช้คริปโตไทย
หากใช้ USDT หรือ USDC บน Exchange ไทยที่มีใบอนุญาต ผลกระทบทันทีน้อยมาก เพราะ Stablecoin เหล่านี้ออกในต่างประเทศ แต่ Exchange ไทยจะต้องปฏิบัติตามกฎที่เข้มงวดขึ้นในการจัดการ เก็บรักษา และรายงาน Stablecoin คาดว่าจะเห็น Exchange ไทยอัปเดตข้อกำหนดการใช้งานใน Q4 2569
สำหรับบริษัทไทยที่ต้องการออก Stablecoin สกุลบาทหรือ Token ที่ค้ำประกันด้วยสินทรัพย์ กรอบนี้เปิดเส้นทางกฎหมายชัดเจนเป็นครั้งแรก ข้อกำหนดเข้มแต่ทำได้จริง
ภาพรวมระเบียบคริปโตไทย
ภายในหนึ่งสัปดาห์ ไทยมีพัฒนาการด้านกฎหมายคริปโตสามเรื่อง: Travel Rule (2 ก.ย.) กรอบ Stablecoin (3 ก.ย.) และการปิดรับฟังความเห็น ETF คริปโต (20 ก.ย.) นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ก.ล.ต. กำลังสร้างโครงสร้างกำกับดูแลที่ครอบคลุมก่อนที่ตลาดคริปโตไทยจะใหญ่จนช่องโหว่กลายเป็นวิกฤต สำหรับผู้ใช้รายย่อย หมายความว่าแพลตฟอร์มที่ใช้จะได้รับการกำกับดูแลมากขึ้น และในระยะยาวน่าเชื่อถือมากขึ้น