ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ปิดวันที่ 31 กรกฎาคมที่ 1,628 จุด ลดลงจากจุดสูงสุดล่าสุดที่ 1,657 จุด แต่ยังขึ้น 38.7% จากช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา นี่คือการวิ่งที่น่าประทับใจสำหรับตลาดที่เคยซื้อขายต่ำกว่า 1,200 จุดในปลายปี 2567 แต่ผลตอบแทน 38% ไม่ได้เกิดขึ้นได้ต่อเนื่องตลอดไป และเดือนสิงหาคมกำลังจะทดสอบครั้งแรกอย่างแท้จริงว่าการพุ่งขึ้นนี้มีรากฐานจากพื้นฐานที่แข็งแกร่ง หรือเป็นการปรับค่าพีอีที่เสร็จสิ้นไปแล้ว
อะไรขับเคลื่อนการพุ่งขึ้น 38%
การขึ้นของ SET ใน 1 ปีที่ผ่านมาขับเคลื่อนโดย 3 ปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ปัจจัยแรก เงินทุนต่างชาติกลับมาลงทุนในหุ้นไทยหลังจากตามหลังตลาดภูมิภาคมาหลายปี การซื้อสุทธิของต่างชาติกลับมาเป็นบวกอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ Q4 2568 ปัจจัยที่สอง การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการบริโภคในประเทศเร่งตัวผ่านปี 2568 ส่งเสริมแนวโน้มกำไรของบริษัทในกลุ่มการค้าปลีก โรงแรม และธนาคาร ปัจจัยที่สาม ธปท. ที่ลดดอกเบี้ยในปี 2568 สร้างแรงหนุนให้กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และ REIT การรวมตัวของสามปัจจัยนี้ผลักให้ Valuation จากที่ถูกลึกสู่ระดับยุติธรรมในเวลาน้อยกว่า 1 ปี
ทำไมการพุ่งขึ้นจึงเริ่มชะลอ
กรอบการซื้อขายในเดือนกรกฎาคมบอกเล่าเรื่องราวได้ชัด: SET เคลื่อนตัวระหว่าง 1,610 ถึง 1,657 จุดตลอดเดือน กรอบ 47 จุดคิดเป็นเพียง 2.9% ของระดับดัชนี หลังวิ่ง 38% ตลาดกำลังปรับฐาน ซึ่งเป็นเรื่องปกติ สิ่งที่ปกติน้อยกว่าคือบริบท: บาทที่ 33.8 บาทต่อดอลลาร์ (อ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่เมษายน 2568) เป็นแรงต้านด้านอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับนักลงทุนต่างชาติที่ถือหุ้นไทยในสกุลดอลลาร์ เพราะกำไรในสกุลบาทมีมูลค่าน้อยลงเมื่อแปลงกลับเป็นดอลลาร์หรือยูโร
กลุ่มหุ้นที่ต้องจับตาใน Q3
หุ้นทุกตัวใน SET ไม่ได้เคลื่อนตัวพร้อมกัน ในสภาวะปรับฐาน การเลือกกลุ่มหุ้นสำคัญกว่าทิศทางดัชนีโดยรวม สามกลุ่มที่โดดเด่นใน Q3 คือ พลังงาน โดยเฉพาะ ปตท. และบริษัทในเครือที่จดทะเบียน ซึ่งตามหลังการพุ่งขึ้นโดยรวมและอาจไล่ตามทัน หากราคาน้ำมันเสถียรเหนือ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เทคโนโลยีและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการส่งออกได้ประโยชน์จากบาทอ่อน รายได้ดอลลาร์แปลงกลับมาเป็นบาทได้มากขึ้น ดีต่อมาร์จิ้นและกำไร และกลุ่มโรงพยาบาลที่มีรายได้ชัดเจนจากการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ มักทนทานในช่วงที่การบริโภคในประเทศชะลอตัว
ผลกระทบต่อนักลงทุนไทย
หลังจากขึ้น 38% สัญชาตญาณที่จะทำกำไรเป็นเรื่องสมเหตุสมผล และสัญชาตญาณที่จะเพิ่มการลงทุนต้องการเหตุผลสนับสนุน นักลงทุนไทยที่อยู่กับการพุ่งขึ้นนี้มีกำไรบนกระดาษที่มีนัยสำคัญ กรณีสนับสนุนการถือต่อ: การฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยยังอยู่กลางวัฏจักร กำไรบริษัทกำลังเติบโต ไม่ใช่แค่ปรับ Valuation และ PE ของ SET ที่ราว 15–16 เท่าไม่แพงเกินไปตามมาตรฐานภูมิภาค กรณีสนับสนุนการทำกำไรบางส่วน: 38% ใน 12 เดือนเป็นผลตอบแทนเหนือค่าเฉลี่ยที่อาจไม่เกิดซ้ำ และความอ่อนค่าของบาทเปิดหน้าต่างให้แลกกำไรบาทบางส่วนไปเป็นสินทรัพย์สกุลดอลลาร์
ตัวแปรเงินทุนต่างชาติ
ทิศทาง SET ใน Q3 จะได้รับอิทธิพลอย่างมากจากกระแสเงินทุนต่างชาติ เมื่อต่างชาติซื้อสุทธิ ดัชนีมักมีแนวโน้มชัดเจน เมื่อขายสุทธิ ดัชนีมักลอยตัวลง ภาพปัจจุบัน บาทที่อ่อนค่าลดความน่าดึงดูดของสินทรัพย์ไทยสำหรับนักลงทุนต่างชาติในสกุลดอลลาร์ ซึ่งเป็นแรงต้านต่อการซื้อต่างชาติที่ต่อเนื่อง ถ้า ธปท. ส่งสัญญาณนโยบายอัตราดอกเบี้ยใดๆ (แม้แต่การคงดอกเบี้ยพร้อมถ้อยคำ hawkish) บาทอาจแข็งค่าเล็กน้อยและดึงดูดทุนต่างชาติกลับมา
บทสรุปที่นำไปปฏิบัติได้
ปีที่ขึ้น 38% ไม่ได้หมายความว่าตลาดหยุดแล้ว แต่หมายความว่าเงินที่หากำไรได้ง่ายๆ ผ่านไปแล้ว และขาต่อไปต้องการการเลือกหุ้นแทนที่จะถือดัชนีโดยรวม นักลงทุนไทยควรทบทวนองค์ประกอบกลุ่มหุ้น ตัดกลุ่มที่ Valuation ปรับสมบูรณ์แล้ว (อสังหาฯ ค้าปลีกล้วนๆ) และถือต่อหรือเพิ่มเล็กน้อยในกลุ่มที่มีแรงหนุนกำไร (พลังงาน โรงพยาบาล ผู้ผลิตเพื่อส่งออก) จับตา GDP Q2 ไทยราววันที่ 18 สิงหาคม ซึ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาภายในประเทศที่สำคัญที่สุดในระยะสั้น