เงินบาทซื้อขายอยู่ที่ราว 33.60 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในสัปดาห์นี้ สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือเหตุการณ์ที่ทำให้มาถึงจุดนี้ CME FedWatch บ่งชี้ว่าตลาดให้โอกาส 86.7% ที่ Fed จะคงดอกเบี้ยในการประชุม 29 กรกฎาคม เปลี่ยนจากต้นเดือนที่เคยมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยถึง 46.5%
สถานการณ์เงินบาทในปัจจุบัน
USD/THB ซื้อขายในกรอบ 33.57–33.69 บาทช่วงต้นสัปดาห์ เงินบาทอ่อนค่าลง 2.63% ในช่วงเดือนที่ผ่านมา และลดลง 3.86% จากปีก่อน ถือว่าอยู่ใกล้จุดอ่อนค่าสุดนับตั้งแต่พฤษภาคม 2568 สาเหตุหลักมาจากส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐและไทยที่ยังกว้างอยู่มาก
ความหมายของโอกาส 86.7% ที่ Fed จะคงดอกเบี้ย
เมื่อ CME FedWatch ให้โอกาสการคงดอกเบี้ยสูงถึง 86.7% ตลาดแทบไม่เดิมพันกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้ว สาเหตุหลักมาจากข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐออกมาต่ำกว่าคาด ทำให้ความกังวลเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยหายไปมาก อย่างไรก็ตาม การคงดอกเบี้ยไม่ได้ช่วยเงินบาทโดยตรง เพราะ Fed ยังอยู่ที่ 3.5–3.75% ขณะที่ ธปท. อยู่ที่ 1% ส่วนต่างดอกเบี้ยที่ 2.5–2.75% ยังคงดึงเงินทุนออกจากสินทรัพย์บาท
ธปท. ไม่ขยับเช่นกัน
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ในการประชุมเดือนมิถุนายน 2569 และการวิเคราะห์จาก DBS Bank คาดว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดปีนี้ เศรษฐกิจไทยคาดว่าจะโตที่ 2.3% ซึ่งไม่มีแรงกดดันให้ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย ตราบที่ Fed อยู่ที่ 3.75% และ ธปท. อยู่ที่ 1% ส่วนต่าง 2.75% จะยังเป็นปัจจัยกดดันเงินบาทต่อไป
ผลกระทบต่อนักลงทุนไทย
ผู้ที่ถือสินทรัพย์ดอลลาร์ไม่ว่าจะเป็นหุ้นสหรัฐ พันธบัตร หรือกองทุน ETF จะได้รับผลบวกเพิ่มเติมจากค่าเงินบาทที่อ่อนลง 3.86% ในรอบปี แต่ถ้าบาทแข็งค่าขึ้นกะทันหัน ผลตอบแทนในสกุลบาทจะลดลงตามไปด้วย สำหรับผู้นำเข้าสินค้า อัตรา 33.60 บาทต่อดอลลาร์หมายถึงต้นทุนที่สูงขึ้นสำหรับสินค้าที่ตั้งราคาเป็นดอลลาร์
ต้องจับตาอะไรก่อน 29 กรกฎาคม
ข้อมูลสำคัญก่อนการประชุม Fed ได้แก่ ดัชนี PCE เงินเฟ้อ, ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน และ GDP ไตรมาส 2 เบื้องต้น หากเงินเฟ้อสูงกว่าคาด อาจดันโอกาสขึ้นดอกเบี้ยกลับขึ้นมา และ USD/THB อาจทดสอบ 34.00 บาท แต่หากข้อมูลอ่อนตัว บาทอาจฟื้นตัวช่วงสั้นๆ สู่ราว 33.40 บาท
บทสรุป
การคงดอกเบี้ยของ Fed วันที่ 29 กรกฎาคมไม่ได้ “ช่วย” เงินบาท มันเพียงตัดความเสี่ยงจากการขึ้นดอกเบี้ยแบบรุนแรงออกไป ส่วนต่างดอกเบี้ย 2.5%+ ระหว่าง Fed กับ ธปท. ยังคงอยู่ นักลงทุนไทยควรรวมความเสี่ยงค่าเงินเข้าไว้ในการคำนวณผลตอบแทนจากสินทรัพย์ต่างประเทศทุกชิ้น