เงินบาทเคลื่อนไหวระหว่าง 33.13–33.42 บาทต่อดอลลาร์ สัปดาห์ที่ผ่านมา แตะระดับอ่อนค่าสุดนับตั้งแต่พฤษภาคม 2568 เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ก่อนจะฟื้นตัวเล็กน้อยหลังตัวเลขจ้างงานสหรัฐอ่อนแอกว่าคาด บาทอ่อนค่า 1.67% ในเดือนที่ผ่านมา และลดลง 2.45% เมื่อเทียบกับปีก่อน ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ในการประชุมเดือนมิถุนายน ขณะที่ Fed สหรัฐยืนอยู่ที่ 3.5%–3.75% ส่วนต่าง 275 basis points นี่คือแรงขับเคลื่อนที่กดบาทอยู่
ทำไม ธปท. ถึงคงดอกเบี้ยและทำไมมันสำคัญ
ผู้ว่า ธปท. เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ออกมาปกป้องการคงดอกเบี้ยที่ 1% ในช่วงปลายมิถุนายน เหตุผลไม่ซับซ้อน เศรษฐกิจไทยคาดโตที่ 2.3% ในปี 2569 ดีพอสมควรแต่ยังไม่แข็งแกร่งพอจะรับมือกับการขึ้นดอกเบี้ยโดยไม่กระทบการบริโภคในประเทศ หนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการผลิตยังไม่ทั่วถึงทุกพื้นที่ ธปท. ประเมินว่าต้นทุนของการปกป้องค่าบาทด้วยการขึ้นดอกเบี้ยนั้นสูงกว่าการปล่อยให้บาทอ่อนค่าอย่างค่อยเป็นค่อยไป
กลไก Carry Trade ที่กดบาท
เมื่อดอกเบี้ยสหรัฐสูงกว่าไทย 275 basis points นักลงทุนสถาบันมีแรงจูงใจด้านตัวเลขในการกู้ยืมเงินบาทและนำไปลงทุนในสินทรัพย์ดอลลาร์ แม้หลังหักค้าป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน spread ก็ยังน่าสนใจ นี่คือ carry trade แบบคลาสสิก และมันทำงานโดยอัตโนมัติตราบเท่าที่ส่วนต่างดอกเบี้ยยังอยู่ สิ่งที่จะปิดช่องว่างนี้ได้คือ ธปท. ขึ้นดอกเบี้ย (ไม่น่าเกิดก่อน Q4 อย่างเร็วที่สุด) หรือ Fed ลดดอกเบี้ย (ก็ไม่ใกล้เช่นกัน มีโอกาสขึ้น 25 bps ในเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 37.4% ตาม CME FedWatch)
สิ่งที่กราฟบอก
แนว 33.00 กลายเป็น psychological floor ถูกทดสอบเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม (Low ในวัน 33.13) และยืนได้ High ล่าสุดที่ 33.42 (29 มิถุนายน) คือแนวต้านระยะสั้น ถ้าผ่าน 33.42 จากข้อมูล CPI สหรัฐร้อนแรง เป้าถัดไปคือ 33.60–33.80 RSI รายวันอยู่ประมาณ 52 ยังไม่ Overbought เส้นทางของ USD/THB ยังเป็นขาขึ้นต่อไปหาก Fed ไม่ส่งสัญญาณผ่อนคลาย
ผลกระทบต่อนักลงทุนไทย
ถ้าคุณถือกองทุนหุ้นสหรัฐ ETF ต่างประเทศ หรือคริปโตที่ตั้งราคาเป็นดอลลาร์ การอ่อนค่าของบาทได้เพิ่มผลตอบแทนในรูปบาทของคุณแบบเงียบๆ ประมาณ 1–2% ในเดือนที่ผ่านมา
สำหรับผู้นำเข้า โดยเฉพาะที่ซื้อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร หรือพลังงานที่ตั้งราคาเป็นดอลลาร์ ทุก 1% ที่บาทอ่อนค่าเท่ากับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเท่ากัน ถ้ามีภาระชำระเงินดอลลาร์ในเดือนสิงหาคม–กันยายน ควรพิจารณา lock ราคา forward ตอนนี้ ราคา forward 90 วันอยู่ที่ประมาณ 33.25–33.35 ซึ่งดีกว่า spot หากสมมุติว่า Fed ขึ้นดอกเบี้ยในวันที่ 29 กรกฎาคม
สามปัจจัยที่ต้องจับตา
- CPI สหรัฐเดือนมิถุนายน (กลางกรกฎาคม) — ถ้าสูงกว่า 3.5% YoY โอกาสขึ้นดอกเบี้ยพุ่งเกิน 60%
- Nonfarm Payrolls สหรัฐ (3 กรกฎาคม) — ข้อมูลที่ออกมาพร้อมสัญญาณผสม การปรับแก้มีความสำคัญ
- การตัดสินใจ FOMC 29 กรกฎาคม — ปัจจัยชี้ขาดสำคัญที่สุดระยะสั้นสำหรับทิศทาง USD/THB
ที่ระดับ 33.16 บาทอยู่ภายใต้แรงกดดันที่บริหารจัดการได้ ไม่ใช่วิกฤต ธปท. ไม่ได้วางแผนจะช่วยบาท และ Fed ก็เช่นกัน ถ้ามีความเสี่ยงต่อ USD ปฏิทินข้อมูลสัปดาห์นี้คือสิ่งที่ต้องติดตาม